? พช.ราชบุรี ร่วมพิธีทำบุญและฟังเทศน์บทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมี ใน “อุภินนมัตถจรกถา” เฉลิมพระธรรมบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2565
⏰วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2565 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณหน้าพระปรางค์ วัดมหาธาตุวรวิหาร อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี
นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะ หนส.ราชการ และ นางยุพิน เศรษฐศักดาศิริ พัฒนาการจังวัดราชบุรี, นายณัฎฐิพล วงศ์เมธี ผอ.กลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรี ตลอดจนข้าราชการ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดราชบุรี เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
?พระธรรมเทศนา “อุภินนมัตถจรกถา” เป็นพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยเนื้อหาของบทพระธรรมเทศนาแสดงถึงพระราชการุณยธรรม สำแดงให้ชาวบ้านประจักษ์ถึงความเป็น “อารยะ” ของคนไทยในภารกิจด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ คือการที่สมเด็จสภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินรีบรุดด้วยพระองค์ ไปทรงอำนวยการรับผู้อพยพซึ่งลี้ภัยสงครามจากประเทศเพื่อนบ้าน หลั่งไหลเข้ามาทางชายแดนจังหวัดตราด ครั้งนั้น ต้องทรงพระราชอุตสาหวิริยภาพอย่างแรงกล้า ดังพระราชปรารภเล่าไว้ว่า…
“ฉันได้รับแจ้งว่าชาวเขมรอพยพหนีตายเข้ามาทางจังหวัดตราดเป็นแสนๆ คน ฉันเป็นสภานายิกาของสภากาชาดไทย จึงรีบเดินทางไปดูแล …โดยคัดเลือกคนไปด้วยเพียงไม่กี่คน ไม่ต้องการให้เป็นคณะใหญ่ เพราะมีความไม่สะดวกต่างๆ เช่น ที่พักมีจำกัด และน้ำสะอาดหายากมาก ต้องขับรถออกไปหาน้ำไกลตั้งเป็นชั่วโมงๆ …เราพักกันในที่พักที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ฉันและทุกคนต้องนอนกับพื้นศาลาใหญ่ โดยนอนบนเสื่อกก หนุนเป้ที่แต่ละคนนำติดตัวมาแทนหมอน ไม่มีห้องนอน มีส้วมก็เป็นแบบส้วมซึม…”
?สมเด็จบรมบพิตร สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพร้อมอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นได้เสมอ แม้พระชนมชีพก็ทรงกล้าหาญที่จะเสียสละได้ ตามอย่างพระราชบุพการีแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ดังพระราชดำรัสที่ทรงเล่าพระราชทานถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมผู้ปฏิบัติราชการชายแดน ในพื้นที่อันเต็มไปด้วยภยันตราย ไว้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2526 ความตอนหนึ่งว่า
“…ข้าพเจ้าก็แอบหนีไปเยี่ยมเขา ก็รู้หรอกว่ามันไม่ดี แต่ก็กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บอกว่าไม่เป็นไร สวดมนต์แล้ว ถึงตายก็ไปดี ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าคิดว่าอยากจะไปดูแลเขา ก็ไม่ใช่คิดว่าจะตายไม่ได้หรอก ก็รู้เหมือนกันว่าความตายนี่มาเมื่อไรก็ได้ แต่คิดว่าเขาสิแสนจะกล้าหาญ เราซึ่งขึ้นชื่อว่าพระบรมราชวงศ์จักรีนี่ รัชกาลที่ 1 ได้ฝ่าฟันสร้างบ้านเมืองขึ้นมา เราเป็นลูกหลาน …ข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าก็อยู่มาพอแล้ว อยู่มาเรียกว่ามากพอที่น่าจะดำรงไว้ซึ่งพระราโชบายและพระราชประสงค์ คือเคียงข้างอยู่กับคนไทยทุกเมื่อ”
?พระราชปรารภซึ่งเชิญขึ้นเป็นนิทัศนนัยข้างต้น สะท้อนถึงพระราชธรรมจริยาสำคัญ คือการอุทิศตนเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ สมควรที่ชาวไทยจะได้บำเพ็ญกุศลกรณียะ เฉลิมพระเกียรติถวายพระราชกุศล เพิ่มพูนพระธรรมบารมีให้เพิ่มทวีไพบูลย์ ประชาชนทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงความกตัญญูกตเวที ฉลองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงพระราชสมัญญา “แม่แห่งชาติ” โดยเต็มกำลังความสามารถ พร้อมเพรียงกัน บันดาลให้ราชอาณาจักรไทย สถาวรวัฒนาสืบไปสมพระราชปณิธานปรารถนา และใจความของภาษิตนี้ ได้ธรรมวิภาคเป็น 2 ประการ คือ “ศีล” คือการรักษากายวาจาให้เป็นปรกติเรียบร้อย “ปัญญา” คือความฉลาดรอบรู้ หรือความรู้ชัดในเหตุและผล และ “สุตะ” คือการศึกษาเล่าเรียน เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก เป็นธรรมะส่วนเหตุ 1 และการประพฤติประโยชน์เพื่อตนและผู้อื่นได้ทั้งสองฝ่าย เป็นธรรมะส่วนผล 1
?การร่วมพิธีฯ ครั้งนี้ ได้ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)โดยเคร่งครัด
?ราชบุรี : เมืองแห่งความจงรักภักดี
? ?ภาพข่าว/รายงาน โดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรี